พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ ศปอส.ตร.ได้ทำการสืบสวนปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดรุกล้ำพื้นป่าบริเวณเกาะกลางแม่น้ำแควใหญ่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ถนนพระราม ๑ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
ตรวจสอบเรื่องร้องเรียน กรณีบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างบ้านบนเกาะกลางแม่น้ำแควใหญ่

ตามนโยบายรัฐบาลและการปฏิบัติการโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำการปราบปรามอาชญากรรมที่ได้เกิดขึ้นหลายรูปแบบ มีการขยายตัวเป็นวงกว้างและสลับซับซ้อน มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิด รวมทั้งคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ
     ​พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการกระทำผิดทางอาญาที่เป็นนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) โดยมีพล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. เป็น ผอ.ศูนย์ฯ มอบหมายให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ ได้ทำการสืบสวนปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดมาอย่างต่อเนื่อง
​ต่อมาได้มีผู้ร้องเรียนผ่านหน่วยงานของรัฐและสื่อสังคมออนไลน์ว่า ในพื้นที่ใกล้เคียงกิจการ หลุบพญารีสอร์ท มีการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองโดยผิดกฎหมาย และมีการบุกรุกพื้นที่ป่าบริเวณเกาะกลางแม่น้ำแควใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลวังด้ง อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และต่อมามีการโพสต์วีดีโอเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวลงในสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจ
​เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองกาญจนบุรี, เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรลาดหญ้า และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันเข้าไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ โดยอาศัยหมายค้นศาลจังหวัดกาญจนบุรีที่ ๑๐๕๐/๒๕๖๑ พบว่า มีการปลูกสร้างบ้านพักยกสูง(ยังไม่แล้วเสร็จ) จำนวน ๑ หลัง, ฐานสะพานสลิง และพื้นยกระดับ รวมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน ๓ รายการ คิดเป็นพื้นที่ความเสียหายจำนวน ๑-๒-๘๖ ไร่ ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำแควใหญ่ชื่อว่า “เกาะพญาไม้” ซึ่งมีระยะห่างจากฝั่งติดกับพื้นที่หลุบพญารีสอร์ทประมาณ ๓๐ เมตร อันเป็นความผิดฐาน “บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าฯ” ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรลาดหญ้าให้สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว แต่ในส่วนสัตว์ป่าคุ้มครอง ไม่พบว่ามีการครอบครองแต่อย่างใด อีกทั้งยังพบว่า ในพื้นที่ของหลุบพญารีสอร์ทมีสิ่งปลูกสร้างหลายรายการล่วงล้ำเข้าไปยังแม่น้ำแควใหญ่ ซึ่งต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.๒๔๕๖
​จากนั้นเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๑ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้, เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า, เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน, เจ้าหน้าฝ่ายปกครองอำเภอเมืองกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ของหลุบพญารีสอร์ท อีก ๑ ครั้ง ตามหมายค้นศาลจังหวัดกาญจนบุรีที่ มค.๑๐๕๓/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๑ เพื่อตรวจสอบพื้นที่โดยรอบหลุบพญารีสอร์ท พบว่า มีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง(กันน้ำเซาะ) และชานพักคอนกรีตเสริมเหล็กอีก 

- ๒ -
๒ หลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่ายืนยันว่า สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวรุกล้ำแม่น้ำแควใหญ่จริง และได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องต่อไป
​เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้ตรวจสอบพบว่า กิจการหลุบพญารีสอร์ท ไม่เคยยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม และได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องต่อไป
​ในส่วนเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ และเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ได้ร่วมกันตรวจสอบเอกสารสิทธิในการครอบครองที่ดิน พบว่า ตัวแทนกิจการหลุบพญารีสอร์ทได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) จำนวน ๖ ฉบับ มาแสดงต่อเจ้าพนักงาน แต่จากการรางวัดที่ดินประกอบกับการนำชี้แนวเขตของตัวแทนข้างต้น พบว่า กิจการหลุบพญารีสอร์ทมีการใช้พื้นที่เกินกว่าสิทธิที่ได้รับ ประมาณ ๑๒ ไร่ ซึ่งในส่วนดังกล่าวหากไม่มีเอกสารสิทธิอื่นมาแสดง ก็จะต้องถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐาน “บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าฯ” เช่นกัน และจะได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องต่อไป

*******************************

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
​พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๕๔ “ห้ามมิให้ผู้ใดก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือ กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่จะกระทำภายในเขตที่ได้ จำแนกไว้เป็นประเภทเกษตรกรรมและรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือโดยได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” อัตราโทษ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
​พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.๒๔๕๖ มาตรา ๑๑๗ “ห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ ในน้ำ และใต้น้ำ ของแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือทะเลภายในน่านน้ำไทยหรือบนชายหาดของทะเลดังกล่าว เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า” อัตราโทษ ปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาทแต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท
​พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๑๕ “ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจโรงแรม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด” อัตราโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่